• สร้างแบรนด์ด้วยงบของคุณเอง ติดต่อเรา

ประเภทครีมกันแดด

แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ chemical sunscreen , physical blocker และ chemical-physical sunscreen

1. ครีมกันแดดดูดซับรังสี (chemical sunscreen)
ครีมกันแดดประเภทนี้ ประกอบด้วยสารเคมีที่มีคุณสมบัติในการดูดซับรังสีไว้ได้ ทำให้รังสีบางส่วนไม่สัมผัสกับผิวหนัง แต่จะปล่อยรังสีในช่วงคลื่นอื่นออกมาหลังการดูดซับไว้ แต่เป็นช่วงคลื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง สารที่ใช้ผสม และมีคุณสมบัติดูดวับรังสีได้ ได้แก่
– oxybenzone
– PABA
– salicylates
– cinnamates
– ฯลฯ

ทั้งนี้ ครีมกันแดดประเภทนี้มีข้อดีหลายประการ ได้แก่
– ไม่มีสีหรือมีสีอ่อนๆ
– มีคุณสมบัติในการบำรุงผิว
– มีราคาถูก

ส่วนข้อเสีย คือ บางคนอาจเกิดอาการแพ้ต่อสารเคมีที่ผสมได้ รวมถึงต้องมั่นทาครีมทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เมื่อต้องตากแดดเป็นเวลานานๆ เพราะสารที่ผสมจะดูดซับรังสีไว้ในปริมาณที่จำกัด หากดูดซับไว้เต็มที่แล้วก็จะไม่สามารถดูดวับไว้ได้อีก ทำให้รังสีที่ได้รับต่อมากระทบต่อผิวหนังทั้งหมด

2. ครีมกันแดดสะท้อนรังสี (physical blocker)
ครีมกันแดดประเภทนี้ มีส่วนผสมหลักของ zinc oxide หรือ titanium dioxide ซึ่งส่วนมากจะเป็นสีขาว และมีคุณสมบัติช่วยป้องกันรังสีUV ได้เกือบทั้งหมด ทำหน้าที่สะท้อน และกระจายรังสี UVA และ UVB ออกไปจากผิวหนัง และหลังการทาจะมีเนื้อครีมบางส่วนถูกดูดซึมเข้าผิวหนังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้น ครีมกันแดดประเภทนี้จึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายนัก

ข้อดีของครีมกันแดดประเภทนี้ คือ
– ไม่สลายตัวง่ายเมื่อสัมผัสกับแสงแดด จึงไม่ต้องทาซ้ำบ่อยๆ
– มีผลทำให้ผิวระคายเคืองน้อย ไม่เกิดอาการแพ้ง่าย

3. ครีมกันแดดแบบผสม (chemical-physical sunscreen)
ครีมกันแดดประเภทนี้ มีส่วนผสมของสารที่มีคุณสมบัติในการดูดวับ และสะท้อนรังสีเข้าด้วยกัน อีกทั้ง ยังช่วยลดผลข้างเคียงจากสารเคมีที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ง่าย เนื้อครีมมีส่วนผสมของสารเคมีที่เป็นสีขาว น่าใช้มากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่รวมข้อดี และลดข้อด้อยของครีมกันแดดทั้งสองประเภทข้างต้น ซึ่งปัจจุบัน ครีมกันแดดที่วางจำหน่ายส่วนมากจะเป็นประเภทผสมผสาน

ประเภทครีมกันแดด (แบ่งตามผลทีมีต่อสีผิว)
1. Sun Tan เป็นผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่หลังการทาแล้ว เนื้อครีมจะซึมเข้าสู่เซลล์ผิว และทำหน้าที่เปลี่ยนสีผิวให้เข้มขึ้น แต่ไม่เกิดอันตรายต่อเซลล์ผิวแต่อย่างใด
2. Sunscreen เป็นผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่ทำหน้าที่กรองรังสี กระจาย และสะท้อนรังสีไม่ให้เข้าสู่เซลล์ผิวมาก รวมถึงช่วยในการปรับสมดุลของสีผิวที่หมองคล้ำหลังการตากแดด

ประเภทครีมกันแดด (แบ่งตามส่วนที่ทา)

1. ครีมกันแดดทาหน้า (Sunshade)
ครีมกันแดดประเภทนี้ มักมีส่วนผสมของซิงค์ออกไซด์หรือไททาเนียมไดออกไซด์ มีคุณสมบัติช่วยป้องกันรังสี UV ได้ทุกชนิด ใช้สำหรับการทาบริเวณที่บอบบาง อาทิ บริเวณใบหน้า ลำคอ และริมฝีปาก

2. ครีมกันแดดทาลำตัว (Sunscreen/Sunblock)
ครีมกันแดดประเภทนี้ มักมีส่วนผสมของสารเคมีหลายชนิดที่ผสมผสานกันระหว่างสารเคมีที่ทำหน้าที่ดูดซับ และสะท้อนรังสี UV ซึ่งประสิทธิภาพจะถูกระบุเป็นค่า SPF

วิธีเลือกซื้อครีมกันแดด การเลือกซื้อครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันแสงแดดอย่างถูกต้อง ทำได้ ดังนี้

  • เลือกครีมกันแดดที่ปกป้องผิวได้อย่างครอบคลุม (Broad-Spectrum) ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีเอและรังสียูวีบี เนื่องจากครีมกันแดดทุกตัวจะช่วยป้องกันรังสียูวีบี ซึ่งเป็นรังสีที่ทำให้ผิวไหม้และเป็นมะเร็งผิวหนัง ครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดอื่น ๆ ที่ป้องกันทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีจะได้รับการระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ว่า Broad-Spectrum ส่วนครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่ไม่ได้รับการระบุดังกล่าวจะป้องกันผิวไหม้ แต่ไม่ครอบคลุมการป้องกันมะเร็งผิวหนังและผิวแก่ก่อนวัย
  • ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 หรือมากกว่านั้น โดยค่า SPFจะช่วยบอกระดับการป้องกันผิวจากรังสียูวีบี ครีมกันแดดที่มีค่าดังกล่าวสูงก็จะปกป้องผิวจากแสงแดดได้มาก โดยครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 จะกรองรังสียูวีบีได้ร้อยละ 93 ครีมกันแดดที่มีค่า 30 จะกรองได้ร้อยละ 97 และครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 กรองได้ร้อยละ 98 ส่วนครีมกันแดดที่มีค่า SPFต่ำกว่า 15 สามารถป้องกันผิวไหม้ได้ แต่ไม่ป้องกันมะเร็งผิวหนังหรือผิวแก่กว่าวัย
  • เลือกครีมกันแดดที่กันน้ำได้ (Water Resistant) โดยครีมกันแดดชนิดนี้จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดระหว่างที่ว่ายน้ำหรือเหงื่อออกได้นานประมาณ 40-80 นาที ผู้ใช้ควรทาครีมกันแดดซ้ำอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น
  • เด็ก และผู้ที่มีปัญหาผิวหนังหรือเกิดอาการแพ้อื่น ๆ ควรเลือกครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่ผสมไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) หรือซิงก์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองได้น้อย เลี่ยงใช้ครีมกันแดดที่ผสมกรดพาราอะมิโนเบนโซอิก (Para-Aminobenzoic Acid: PABA) หรือกรดพาบา หรือผสมเบนโซฟีโนน (Benzephenones) เช่น ไดออกซิเบนโซน (Dioxybenzone) ออกซิเบนโซน (Oxybenzone) หรือซอลลิเบนโซน (Sulisobenzone) รวมทั้งครีมกันแดดที่ผสมแอลกอฮอล์ น้ำหอม และวัตถุกันเสีย
โทษของแสงแดด รังสีUV

ปัจจุบัน แสงแดดเป็นเป็นที่พิสูจน์ได้แน่ชัดแล้วว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง ทั้งมะเร็งผิวหนังชนิด nonmelanoma และmelanoma โดยเฉพาะชาวตะวันตกที่พบการเป็นมะเร็งผิวหนังเพิ่มมากขึ้น

และมีความเสี่ยงมากกว่าคนเอเชียหลายเท่า ดังนั้น วิธีป้องกันมะเร็งผิวหนังที่ดีคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดเป็นระยะเวลานาน แต่โดยทั่วไปแล้วคนเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่สามารถป้องกันได้

คือ การสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด การใช้ร่มหรือที่บังแดด และสุดท้ายที่นิยม คือ การทาครีมกันแดด ซึ่งจะช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนัง บางแบรนด์ใส่ารำรุงช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอย

ป้องกันผิวหมองคล้ำ และการเกิดกระฝ้าต่างๆได้ด้วย

ทั้งนี้ ผิวหนังของแต่ละคนมีการตอบสนองต่อแสงแดดที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสีผิวหรือเมลานินเป็นสำคัญ (melanin pigment)

โดยคนยุโรปที่มีผิวขาวจะมีปริมาณเมลานินที่ชั้นผิวหนังน้อย ทำให้รังสีแพร่เข้าไปในชั้นผิวหนัง และถูกดูดซับไว้มาก จึงเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังได้สูง

ส่วนผิวหนังของคนเอเชียที่ค่อนข้างดำหรือคนผิวดำในแถบประเทศแอฟริกาจะมีเม็ดสีเมลานินสูง ทำให้ช่วยกรองรังสี ช่วยกระจาย และสะท้อนรังสีได้มาก ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังน้อยกว่า

ความรู้เกี่ยวกับรังสี

รังสี UVB ในช่วงความยาวคลื่น 290 – 320 นาโนเมตร ถือเป็นรังสีหลักที่เหนี่ยวนำให้เกิด photocarcinogenesis โดยรังสี UVB จะเข้าทำปฏิกิริยากับ DNA ในเซลล์โดยตรง จนทำให้เกิดสาร cyclobutane pyrimidine dimmers และ thymine glygols ที่เข้ากระตุ้นการเกิดเซลล์มะเร็งได้ ส่วนรังสี UVA ในช่วงความยาวคลื่น 320 – 400 นาโนเมตร จะมีผลต่อผิวหนังน้อยกว่ารังสี UVB แต่ก็มีส่วนในการทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน เพราะหากสัมผัสหรือได้รับสะสมเป็นเวลานานจะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระขึ้นในเนื้อเยื่อ และต่อมาจะเข้ากระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็งขึ้นได้ ด้วยการเหนี่ยวนำให้มีการเปลี่ยนแปลงของ DNA ในระดับเซลล์เกิดขึ้น

องค์ประกอบของแสงแดด
1. รังสีอินฟาเรด (infrared ray : ความยาวคลื่น 780-5000 นาโนเมตร) ประมาณ 56%
2. รังสีที่มองเห็น (visible light : ความยาวคลื่น 400-780 นาโนเมตร) ประมาณ 39%
3. รังสีอัลตราไวโอเลต (UV : ultraviolet ray) ปริมาณ 5% ซึ่งถือเป็นรังสีสำคัญที่ทำให้สภาพผิวมีปัญหา และเกิดมะเร็งผิวหนัง

ชนิดของรังสี UV
1. รังสี UVC
รังสี UVC มีช่วงคลื่นยาว 100-280 นาโนเมตร เป็นรังสี UV ที่มีพลังงานสูงสุด แต่ส่วนมากจะถูกดูดซับไว้ด้วยโอโซนในชั้นบรรยากาศของโลก

2. รังสี UVB
รังสี UVB มีช่วงคลื่นยาว 280-320 นาโนเมตร เป็นรังสี UV ที่มีพลังงานรองลงมาจาก รังสี UVC มีผลทำให้ผิวหนังเกิดการอาการผื่นแดง เกิดอาการแสบร้อน และไหม้  โดยเฉพาะผู้แพ้แสงแดดง่ายหรือมีการตากแดดเป็นเวลานาน

3. รังสี UVA
รังสี UVA มีช่วงคลื่นยาว 320-400 นาโนเมตร เป็นรังสี UV ที่มีพลังงานต่ำที่สุด เมื่อได้รับรังสีชนิดนี้จะมีผลต่อสภาพปัญหาผิหนัง อาทิ ผิวหนังเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย เกิดความหมองคล้ำ กระ และฝ้า จนผิวแลดูแก่กว่าวัย

ความแตกต่างระหว่าง Cleansing และ Cleanser

ก่อนอื่น เราควรเข้าใจก่อนว่าทั้ง Cleansing และ Cleanser ต่างก็ใช้เพื่อทำความสะอาดผิว

แต่ทั้ง 2 อย่างมีความสำคัญต่างและหน้าที่ต่างกัน

Cleansing คืออะไร

Cleansing ก็คือ ผลิตภัณฑ์สำหรับเช็ดทำความสะอาดผิวหน้า โดยทำหน้าที่เอาสิ่งสกปรก คราบมัน รวมถึงเครื่องสำอางออกจากผิวเรา

หากใครเป็นคนแต่งหน้า หรือทาครีมกันแดดด้วย ก็ควรใช้ Cleansing ก่อน เพื่อทำความสะอาดรูขุมขนเราให้ไม่อุดตัน

ซึ่งผลิตภัณฑ์ Cleansing นี้ก็มีหลายประเภท ทั้งแบบน้ำ (Water) แบบน้ำมัน (Oil) หรือแบบโลชั่น (Lotion) น้ำนม (Milk) อาจมีมากกว่านี้แต่หลักๆก็ทำหน้าที่เดียวกัน

Cleanser คืออะไร

Cleanser ก็คือผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดใบหน้า หรือที่เราชอบเรียกกันว่า “โฟมล้างหน้า” ที่มีคุณสมบัติชำระล้างเอาสิ่งสกปรก และคราบมันบนผิวออก

แต่ผลิตภัณฑ์ Cleanser เองก็มีหลายประเภทเช่นกัน ทั้งโฟมล้างหน้า เจลล้างหน้า โลชั่นล้างหน้า สบู่ล้างหน้า

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเรียกรวมๆ กันว่าเป็นคลีนเซอร์ หรือบางทีก็จะเรียก Face Wash

การใช้ Cleansing ใช้ตอนไหน? ใช้อย่างไร?

ควรใช้ก่อนที่เราจะล้างหน้าส่วนมากจะใช้ตอนหน้าแห้ง โดยเทหรือหยด Cleansing ลงบนสำลี และเช็ดคราบมัน สิ่งสกปรก เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดดออกให้สะอาด ถ้าเป็นOil น้ำนมหรือโลชั่น

อาจใช้นิ้วมือนวดวนบนบหน้าให้ make up หลุดออกก่อน รวมถึงยังมี Cleansing ที่ใช้เช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางเฉพาะ ตา และปากหรือที่เรียกว่า Eye – Lip remover

การใช้ Cleanser ใช้ตอนไหน? ใช้อย่างไร?

ให้ใช้หลังจากหน้าเปียกค่ะ ก็คือถ้าใครไม่ได้แต่งหน้าก็ไม่จำเป็นต้องใช้ Cleansing สามารถล้างหน้าด้วย Cleanser ได้เลย

แต่ต้องชโลมผิวหน้าด้วยน้ำสะอาดก่อน ส่วนคนที่แต่งหน้า หรือทาครีมกันแดดก็ต้องใช้ Cleansing เช็ดในตอนที่หน้ายังแห้งๆให้สะอาด

และจากนั้นจึงใช้ Cleanser ล้างทำความสะอาดผิวหน้าอีกที

โดยสรุปคือถ้าแต่งหน้าควรใช้ cleansing (make up remover) เช็ดเอาเครื่องสำอางออกก่อน

แล้วก็ตามด้วย cleanser (สบู่เหลว/โฟม/เจลล้างหน้า) เพื่อทำความสะอาดอีกทีและเป็นการเอา cleansing ออกด้วย

สาเหตุที่ใช้ cleansing ด้วย เพราะเครื่องสำอางบางชนิดกันน้ำ cleanser อย่างเดียวอาจจะเอาออกไม่หมด

สาเหตุที่ใช้ cleansing อย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าทาcleansingทิ้งไว้หรือล้างน้ำเปล่าออกไม่หมด บางตัวจะทำให้ผิวแห้ง

หรือบางตัวก็ทำให้หน้ามันๆ(oil) อาจเกิดการอุดตันตามมาได้

คุณมีสภาพผิวหน้าแบบไหน?

โดยความจริงแล้ว ผิวหนังคนเราจะมีสภาพผิวหลักๆ 3 ประเภท ได้แก่ ผิวธรรมดา ผิวแห้ง และผิวมัน

แต่เมื่อพูดถึงผิวหน้า มักมีรายละเอียดอื่นๆของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน

ซึ่งในบทความนี้จะนำเสนอสภาพผิวต่างๆที่สามารถจำแนกได้ เพื่อให้คุณเข้าใจสภาพผิวของคุณได้มากขึ้นค่ะ

1. ผิวธรรมดา(์Normal skin) กล่าวได้ว่าเป็นสภาพผิวที่ดีที่สุดเนื่องจากเป็นผิวที่มีปัญหาผิวน้อยที่สุด ผิวหนังจะเนียน นุ่ม มีความยืดหยุ่น

สุขภาพดี ฟื้นฟูได้รวดเร็ว ทั้งยังมีน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวและความชื้นในระดับที่พอดี ผิวที่มีสุขภาพดีซึ่งจะมีสภาพความเป็นกรดอ่อนๆ

ด้วยค่าpHผิวจะอยู่ประมาณ pH 5.5 ที่บริเวณเกราะคุ้มกันผิวตามธรรมชาติ บริเวณชั้นบนสุดของผิวจะเป็นเสมือนเกราะคุ้มกันผิว

ทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียน้ำ ป้องกันเชื้อโรค และผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีแนวโน้มที่เป็นเปลี่ยนเป็นผิวแห้งได้เมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนเปลี่ยน

กลไกการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงผิวเริ่มทำงานช้าลง ผิวจึงค่อยๆแห้งและขาดความชุ่มชื้น อีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดริ้วรอยแห่งวัย

2. ผิวแห้ง (Dry skin) ผิวแห้งเป็นผิวที่เวลาลูบสัมผัสจะรู้สึกแห้งตึงไม่ชุ่มชื้น มักมีปัญหาคัน แดง และลอกเป็นขุย เกิดริ้วรอยได้ง่าย

ผิวประเภทนี้ต้องการความชุ่มชื่นมาก อีกทั้งยังต้องการส่วนผสมของน้ำมันจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เวลาที่ผิวประเภทนี้แห้งตึงมากจะเกิดอาการระคายเคือง

มีความมันน้อยกว่าผิวธรรมดา อันเป็นผลมาจากน้ำมันที่หล่องเลี้ยงผิวไม่เพียงพอ ขาดกรดไขมันที่จำเป็นในการรักษาความชุ่มชื้น

และสร้างเกราะป้องกันผิวจากสิ่งกระทบจากภายนอก ผิวแห้งจะให้ความรู้สึกแน่น หยาบกร้านและดูหมองคล้ำ

3. ผิวมัน (Oily skin) คนไทยและคนเอเชียส่วนใหญ่จะเป็นกัน ซึ่งบางคนจะมีผิวที่ค่อนข้างหยาบ ดูหนา มันวาว รูขุมขนใหญ่ เป็นสิวง่าย

และมักจะเป็นสิวหัวดำ เนื่องจากผิวผลิตน้ำมันมากจนเกินไปทำให้ไขมันไปอุดตันรูขุมขน ข้อดีของการมีผิวมันก็คือ ผิวหน้าเหี่ยวย่นช้ากว่าชนิดอื่นๆ

ความเข้าใจที่ผิดสำหรับคนผิวมัน คือ การพยายามใช้สบู่หรือครีมล้างหน้าที่แรงๆ เพื่อที่จะควบคุมน้ำมันส่วนเกินบนผิวหนัง

แต่รู้หรือไม่ว่าการทำเช่นนี้แทนที่จะเป็นการกำจัดน้ำมันส่วนเกิน กลับเป็นการกระตุ้นผิวหนังให้ผลิตน้ำมันออกมามากยิ่งขึ้น ทำให้เป็นสิวอักเสบและเกิดการระคายเคืองผิวตามมา

ซึ่งปัจจัยที่สามารถทำให้ผิวมันได้มีหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และความไม่สมดุลของฮอร์โมน ผลข้างเคียงจากยา ความเครียด การใช้เครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดการอุดตันระคายเคือง

4. ผิวผสม (Combination Skin) ก็เป็นอีกสภาพผิวที่คนส่วนมากเป็นกัน สังเกตได้ง่ายนั่นคือ

ผิวบริเวณ T zone (บริเวณหน้าผาก จมูกและคาง) เป็นผิวมัน มีรูขุมขนกว้าง มีสิวอุดตันหรือสิวหัวดำขึ้นและมีผิวแห้งที่บริเวณแก้มนั่นเอง เนื่องจากสมดุลไขมันบนผิวผิดปกติ

คือส่วนที่ผิวมันเกิดจากผลิตน้ำมันที่มากเกินไป ส่วนบริเวณที่ผิวแห้งเกิดจากการขาดน้ำมัน

5. ผิวบอบบาง แพ้ง่าย (Sensitive skin) ผิวแพ้ง่ายและอาการระคายเคืองเกิดขึ้นได้จากหลายๆสาเหตุและเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ

เพราะเกิดจากเกราะปกป้องผิวอ่อนแอ ทำให้ผิวเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายเพราะต้องโดนปัจจัยภายนอก

เช่น ฝุ่น สารเคมี แบคทีเรีย การใช้ครีมและเครื่องสำอางที่แรงเกินไป เข้ามาทำให้เกิดอาการอักเสบแพ้และระคายเคือง

ซึ่งผิวลักษณะนี้จะเกิดอาการแพ้ได้ง่ายและรุนแรงกว่าผิวลักษณะอื่น ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “ผิวแพ้ง่าย”

ไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติหรือเป็นโรคทางผิวหนังแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะไม่มีวิธีการแก้หรือรักษาผิวแพ้ง่ายแบบตายตัว

แต่โชคดีที่เรายังมีวิธีที่ควบคุมและจัดการกับอาการผิวแพ้ง่ายได้ ถ้าหากเข้าใจสาเหตุของปัญหาว่าเกิดขึ้นจากอะไร

อะไรเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ ก็จะช่วยให้เราสามารถควบคุมอาการผิวแพ้ง่ายได้ดียิ่งขึ้น

.

.

.

ไม่จำเป็นว่า คนผิวธรรมดาจะไม่เสี่ยงต่อการแพ้ง่ายบางคนก็อาจเกิดอาการแพ้ได้

และคนผิวแห้ง อาจเปลี่ยนเป็นผิวมันได้เช่นกัน ทั้งนี้อยู่ที่การเลือกบริโภคอาหาร การใช้ชีวิต และการดูแลผิวที่ตรงกับสภาพผิวเราค่ะ

ผู้ผลิตและจำหน่ายสารเคมีภัณฑ์คุณภาพ

บริษัท โชติกา คอสเมติก จำกัด

ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสารเคมีเครื่องสำอาง

บริษัท โชติกา คอสเมติก จำกัด ก่อตั้งปี พ.ศ.2556 โดยแรกเน้นการตั้งตำหรับสูตรพร้อมทั้งให้คำปรึกษาการทำแบรนด์ จำหน่ายสารสกัดและเคมีภัณฑ์ ต่อมาได้ต่อยอดและอำนวยความสะดวกทางการทำธุรกิจให้แก่ลูกค้า

โดยเป็น Original Equipment Manufacturer (OEM) โรงงานรับผลิต Skin care หรือผลิตภัณฑ์ด้านความงามแบบครบวงจร เรามีบริการรับปรึกษาการสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จ พร้อมทั้งมีฝ่ายคิดค้นสูตรและพัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการ อีกทั้งยังมีบริการด้านเอกสารการจดทะเบียนอย.

เราใส่ใจในทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ได้มาตรฐาน ขั้นตอนง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่คุณไว้ใจให้เราเป็นส่วนหนึ่งในบันไดสู่ความสำเร็จของคุณ